สวัสดีฮะพี่น้องทุกท่าน...ไม่ได้เข้ามาซะนานตกใจแทบแย่ หน้าตาของเวบเปลี่ยนไปเยอะเลย แต่เอาเถอะ...ดูท่าจะใช้งานง่ายขึ้น (ดีๆชอบ)....
เมื่อวานนี้...หลังจากที่ได้หยุดเป็นครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เลยมีโอกาสได้เข้าไปอ่านบล็อกของ "หมาน้อย" เพื่อนเรา...อ่านไปแล้วก็รู้สึกสะอึกแกมตกใจเล็กน้อย เพราะหมาน้อยรู้สึกเก็บกดท้อแท้กับเพื่อนร่วมทางผู้ใช้ท้องถนนร่วมกับมันอย่างแสนสาหัส มันเขียนระบายก่นด่าออกมาแบบเห็นภาพความชั่วร้ายได้อย่างชัดเจน...ไม่ว่าจะเป็นคุณตำรวจที่จ้องจะจับมันทุกสิ้นเดือน...พวกชอบท้าความตายด้วยการขับรถย้อนศร...แก็งค์เด็กแว๊นที่คิดแต่เพียงว่าชีวิตมีแค่วันนี้ (ไร้อนาคต)...แล้วยังพาดพิงไปถึงมารหัวใจ...พวกผีเจาะปากมาพูด (แต่เรื่องชาวบ้าน)...ฯลฯ...
ยังมีความเลวร้ายอีกเยอะที่มันกล่าวถึง เพราะมันบอกว่านั่นคือ 7 สิ่งมหัสจรรย์ความเลวในโลกนี้...เอาเถอะจริงๆแล้วมันมีเยอะกว่านี้แหล่ะเพื่อนรัก...ทุกวันนี้อะไรๆมันเสื่อมไปเยอะ...หลังจากที่ได้อ่านบล๊อกของหมาน้อยเสร็จ เล่นเน็ตจนเบื่อ ข้าพเจ้าก็ออกไปเดินเล่นไอทีสแควร์ ซึ่งเป็นห้างที่อยู่ใกล้กับนิเวศน์สถานของข้าพเจ้ามากที่สุด...ขาไปไปรถมอเตอร์ไซด์เพราะขี้เกียจรอโบกสองแถว...(ข้ามช๊อตมาที่ขากลับ)...ขากลับกลับสองแถว เพราะมีรถจอดรอที่วินอยู่แล้ว....
ข้าพเจ้าขึ้นไปตอนที่มี่นั่งเต็มพอดี เลยยืนโหนราวรอรถออกไปเรื่อยๆ สักพักรถก็สตาร์ทเตรียมที่จะออก แต่ทันใดนั้นเอง มีคุณป้าอีกคนขึ้นรถมายืนโหนต่อแถวจากข้าพเจ้า คุณป้าคนนั้นอายุโดยประมาณน่าจะ 60 ปีเห็นจะได้...รถออกตัววิ่งแบบหวานเย็นไปเรื่อยๆ ผ่านหน้าวัดหลักสี่ไปก็แล้ว...เลี้ยวรถข้ามคลองเปรมประชาฯไปก็แล้ว ยังไม่มีใครลุกให้คุณป้านั่งสักคน ทั้งที่นั่งๆกันอยู่ก็มีแต่วัยรุ่นวัยทำงานทั้งนั้น (แถมยังมีชายฉกรรจ์อยู่ด้วย)...ดูจากสายตาของคุณป้า (แอบมองอยู่) คุณป้าคงไม่คิดอะไรที่ไม่มีใครลุกให้แกนั่งเลย แต่ในใจข้าพเจ้ากลับเต็มไปด้วยคำถาม..."คนพวกนี้เห็นภาพคนแก่ยืนโหนรถอยู่ตรงหน้าแล้วรู้สึกอย่างไรกัน...ทั้งที่แต่ละคนก็น่าจะแข็งแรงพอที่จะลุกจากที่ที่ตัวเองนั่งอยู่ เพื่อเอื้อเฟื้อให้กับหญิงชราคนนึง...และถ้าคุณป้าคนนั้นเป็นคุณแม่ของเขา เขาจะรู้สึกยังไง ถ้ามารู้ทีหลังว่าคุณแม่ของเขายืนขาแข็งโหนสองแถวกลับบ้านโดยที่ไม่มีใครลุกให้นั่งเลย"...ข้าพเจ้าคิดไปเรื่อย จนกระทั่งมีหญิงสาววัยประมาณ 30 ปีคนนึงกดกริ่งลงจากรถ คุณป้าถึงได้นั่งซะที แต่ก่อนแกจะนั่งแกยังมีน้ำใจหันมาสบตาข้าพเจ้าและชี้ไปที่ที่นั่งที่ว่างหวังจะเอื้อเฟื้อที่นั่งนั้นแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกซึ้งใจมากแกช่างเป็นคนแก่ที่มีน้ำใจจริงๆ...ในตอนนั้นข้าพเจ้าได้แต่ปฏิเสธไปอย่างสุภาพ เพราะข้าพเจ้าเองก็หวังให้ใครสักคนลุกให้แกนั่งอยู่แล้ว....จากจุดนั้นรถออกวิ่งตามเส้นทางไปไม่นาน ก็มีคนโบกรถ ผู้โดยสารที่ขึ้นมาใหม่เป็นคุณพ่อกับน้องหนูวัยกระเตาะ มือของคุณพ่อข้างนึงถือของรุงรัง ส่วนอีกข้างก็อุ้มพาน้องหนูคนดังกล่าวขึ้นรถ....ท่านทั้งหลายที่อ่านอยู่ถ้านึกภาพตามก็คงรู้ว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นตอนนั้นทุลักทุเลและอันตรายแค่ไหน...แต่ผู้โดยสารท่านอื่นที่นั่งอยู่กลับดูนิ่งเฉย ราวกับนั่งอยู่ ณ ที่เดียวกัน เวลาเดียวกัน แต่อยู่คนละมิติ พวกเขาไม่มองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าด้วยซ้ำ เห็นจะมีก็แค่คุณป้าที่ข้าพเจ้ากล่าวข้างต้นเพียงคนเดียวที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์เดียวกับข้าพเจ้า และเสียสละลุกให้คุณพ่อลูกอ่อนคู่นั้นนั่ง.....
คุณป้าท่านเดียวกันทำให้ข้าพเจ้าซึ้งถึง 2 ครั้ง....เอาเถอะ....เหตุการณ์ที่เล่ามาทั้งหมดข้าพเจ้าคงไม่เหมาเป็น มหัสจรรย์สิ่งเลวร้ายอันดับที่ 8 รวมกับที่หมาน้อยได้กล่าวไปแล้ว 7 อย่าง....ว่าด้วยเรื่องของจิตสำนึกดีกว่า คนเราทุกคนมีความเห็นแก่ตัว รักความสะดวกสบายกันทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้แต่ละคนอาจมีไม่เท่ากัน แต่ถ้ามากถึงขั้นที่ข้าพเจ้าเล่ามาทั้งหมดก็ไม่ไหว....
..."ความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ แปรผกผันกับคุณค่าของจิตใจ"...จริงอย่างเขาว่าแท้ๆเชียว......
edit @ 14 Oct 2007 22:21:08 by badguy return